บริการ ตัด-ดัด เหล็กเสริมคอนกรีต และหล่อชิ้นส่วนคอนกรีตสำเร็จรูป

ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุมประเภทนิติบุคคล เลขทะเบียน  3296/68

ออกโดยสภาวิศวกร

Cut and Bend Services : 0634214868 Precast Concrete Element : 0816235199

“ไม่ได้ขายแค่เหล็ก… แต่ขายความมั่นคงที่ตรวจสอบได้”

เหล็กตัด-ดัด/ฟุตติ้งสำเร็จรูป Rhino Rebar มอบใบรับรองการรับน้ำหนักบรรทุกปลอดภัยที่ยืนยันโดยวิศวกรโยธา

การเทคอนกรีตไล่น้ำ

การเทคอนกรีตไล่น้ำ  คือ การเทส่วนผสมของคอนกรีตสดลงในแบบหล่อเพื่อให้ได้รูปทรงที่ต้องการ การเทคอนกรีตอย่างถูกวิธีมีความสำคัญต่อความแข็งแรงและอายุการใช้งานของโครงสร้างคอนกรีต การเตรียมพื้นที่และแบบหล่อ, การควบคุมคุณภาพของคอนกรีต, การลำเลียงคอนกรีต, การเทคอนกรีต, การทำคอนกรีตให้แน่น, และการบ่มคอนกรีต เป็นขั้นตอนสำคัญที่ต้องพิจารณา ปัญหาที่พบบ่อย ๆ ในพื้นที่ที่ดินอุ้มน้ำ การเทคอนกรีตฐานรากมักจะมีน้ำใต้ดินซึมเข้าแบบหล่อจนทำให้งานล่าช้าเพราะต้องเสียเวลากับการระบายน้ำที่ซึมออกจากแบบหล่อคอนกรีต โดยทำได้หลายวิธี ขึ้นอยู่กับขนาดและลักษณะของงาน เช่น การใช้ท่อระบายน้ำ, การเจาะรูระบาย, หรือการปรับปรุงแบบหล่อให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่หากน้ำมีปริมาณไม่มากการเทคอนกรีตไล่น้ำตาม VDO Clip ก็เป็นทักษะวิธีที่ใช้ได้ดีโดยอาศัยคุณสมบัติความหนนแน่น(Density)ของคอนกรีตที่มีค่ามากกว่าน้ำ ( Density คอนกรีตสด > 2.4 , น้ำ = 1 )

ขั้นตอนการเทคอนกรีต:

1. การเตรียมพื้นที่และแบบหล่อ:

  • ปรับพื้นที่ให้เรียบและได้ระดับตามที่ต้องการ 
    • ทำความสะอาดพื้นที่เทคอนกรีต กำจัดเศษวัสดุต่างๆ เช่น เศษไม้, เศษขยะ ที่อาจปะปนลงไปในคอนกรีต 
    • ติดตั้งแบบหล่อให้แข็งแรงและได้ระดับ สามารถรับน้ำหนักของคอนกรีตได้ 
    • ทาน้ำมันแบบหล่อเพื่อช่วยให้แกะแบบหล่อออกได้ง่ายและป้องกันคอนกรีตติดแบบหล่อ 
    • ตรวจสอบปริมาณและตำแหน่งของเหล็กเสริมให้ถูกต้องตามแบบ 

2. การควบคุมคุณภาพของคอนกรีต:

  • ตรวจสอบคอนกรีตให้มีคุณภาพสม่ำเสมอและมีปริมาณเพียงพอ 
    • ตรวจสอบระยะยุบตัวของคอนกรีตให้ได้ตามมาตรฐาน 
    • หลีกเลี่ยงการเทคอนกรีตในขณะที่ฝนตกหนัก เว้นแต่จะมีการป้องกันที่ดี 

3. การลำเลียงคอนกรีต:

  • ลำเลียงคอนกรีตด้วยวิธีที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการแยกตัวของคอนกรีต
    • หลีกเลี่ยงการเทคอนกรีตจากระยะที่สูงเกินไป (ปกติไม่ควรเกิน 2 เมตร) เพราะอาจทำให้คอนกรีตแยกตัวได้ 

4. การเทคอนกรีต:

  • เทคอนกรีตเป็นชั้นๆ ในแนวราบให้แต่ละชั้นมีความหนาเท่าๆ กัน (ไม่ควรเกิน 45 ซม.)
    • เทคอนกรีตให้ใกล้ตำแหน่งที่ต้องการเทมากที่สุด เพื่อหลีกเลี่ยงการแยกตัวของคอนกรีต  ( VDO Clip เป็นกรณีน้ำซึมเข้าแบบหล่อฐานราก ให้เลือกใช้ Slump  สูงๆ และเทคอนกรีตที่เดิมซ้ำ เพื่อป้องกันคอนกรีตแตกตัวผสมกับน้ำที่ซึมเข้าแบบ แล้วปล่อยให้คอนกรีตดันน้ำที่ซึมเข้าแบบออกจากแบบโดยการทำรูระบายที่ข้างแบบไว้ เทให้ล้นแบบเล็กน้อย แล้วปรับระดับ )

5. การทำคอนกรีตให้แน่น:

  • เมื่อหยุดเทคอนกรีตลงในแบบหล่อแล้ว ควรมีการกระทุ้งหรือสั่นคอนกรีตให้แน่น เพื่อไล่อากาศและทำให้คอนกรีตมีความหนาแน่น 

6. การบ่มคอนกรีต:

  • หลังจากการเทคอนกรีตเสร็จแล้ว ควรบ่มคอนกรีตด้วยน้ำหรือวัสดุอื่น ๆ เพื่อรักษาความชื้นและป้องกันการแตกร้าว 
    • ควรบ่มคอนกรีตอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 5-7 วัน คอนกรีตจะพัฒนากำลังอัดขึ้นมาได้ถึง 70% ของกำลังอัดที่ออกแบบ
    • หลีกเลี่ยงการเหยียบหรือใช้งานคอนกรีตที่ยังไม่แห้งและแข็งตัวดี 

ข้อควรระวัง:

  • ไม่ควรเติมน้ำหรือสารพิเศษอื่นๆ เพิ่มระหว่างการผสมคอนกรีต เพราะอาจทำให้คอนกรีตเสื่อมคุณภาพและกำลังอัดลดลง 
  • ควรรักษาความชื้นของคอนกรีตในระหว่างการบ่ม เพื่อป้องกันการแตกร้าว และควรตรวจสอบสภาพอากาศก่อนการเทคอนกรีต หากอากาศร้อน ควรบ่มชื้นทันทีทำได้อาจใช้น้ำเย็นพรมเล็กน้อยเมื่อเทคอนกรีตเสร็จแล้วเพื่อลดอุณหภูมิของคอนกรีต และการสูญเสียน้ำ ( เมื่อน้ำกับผงซีเมนต์ผสมกันจะเกิดปฏิกิริยา Hydration เป็นปฏิกิริยาที่คายความร้อนออกมา ความร้อนที่คายออกมานี้จะทำให้น้ำระเหยออกอย่างรวดเร็วเป็นสาเหตุทำให้ผิวหน้าคอนกรีตเกิดแตกลายงา ต้องเสียเวลาซ่อมผิวหน้า )

บทความนี้เขียนและตรวจสอบโดย

นายธนะชัย เพ็ญสุภา

Structural Engineer, Rhino Rebar and Precast Co.,Ltd.

ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม (กว.) โดยสภาวิศวกร