วิธีออกแบบฐานรากเสาเข็มเดี่ยว (F1) ตามมาตรฐาน SDM (Strength Design Method)
( 24 สค. 69)
ฐานรากเสาเข็มเดี่ยว หรือ ฐานราก F1 (Single Pile Footing) เป็นโครงสร้างถ่ายเทน้ำหนักส่วนล่างที่พบได้บ่อยที่สุดในงานก่อสร้างบ้านพักอาศัย อาคารพาณิชย์ และโรงงานอุตสาหกรรม โดยมีหน้าที่รับแรงจากตอม่อแล้วถ่ายลงสู่เสาเข็มต้นเดียวอย่างสมบูรณ์
แม้ฐานราก F1 จะมีมิติโครงสร้างที่ไม่ซับซ้อน แต่การคำนวณตาม วิธีกำลัง (Strength Design Method: SDM / ACI 318) จำเป็นต้องตรวจสอบเสถียรภาพและความแข็งแรงของหน้าตัดคอนกรีตอย่างรัดกุม บทความนี้จะสรุป 4 ขั้นตอนสำคัญในการออกแบบ พร้อมแจกเครื่องมือช่วยคำนวณอัตโนมัติหน้างาน
1. การกำหนดขนาดและแรงกระทำต่อฐานราก (Design Load & Geometry)
ในการออกแบบด้วยวิธี SDM จะแบ่งการพิจารณาน้ำหนักบรรทุกออกเป็น 2 ส่วน:
- Service Load (น้ำหนักบรรทุกใช้งาน): รวมน้ำหนัก DL + LL สำหรับตรวจสอบกำลังรับน้ำหนักปลอดภัยของเสาเข็มเดี่ยว (Safe Pile Load / Qu)
- Factored Ultimate Load (Pu): น้ำหนักประลัยที่คูณตัวคูณเพิ่มน้ำหนัก U = 1.2DL + 1.6LL หรือ 1.4DL + 1.7LL ตามมาตรฐานที่ใช้ออกแบบ เพื่อใช้หาโมเมนต์ดัดและแรงเฉือนภายในเนื้อคอนกรีต
2. 3 จุดตรวจสอบความปลอดภัยโครงสร้างตามมาตรฐาน ACI 318 / SDM
2.1 การตรวจสอบกำลังรับน้ำหนักของเสาเข็ม (Pile Capacity Check)
ตรวจสอบว่าน้ำหนักบรรทุกใช้งานจริงที่ถ่ายลงเสาเข็ม (Qactual) จะต้องไม่เกินกำลังรับน้ำหนักปลอดภัยของดินและเสาเข็ม (Qsafe):
2.2 การตรวจสอบแรงเฉือนทะลุ (Punching Shear / Two-Way Shear)
แรงเฉือนทะลุมักเป็นตัวแปรหลักที่กำหนด ความหนาของฐานราก (D) โดยพิจารณาที่ระยะวิกฤต d/2 วัดจากขอบเสาตอม่อ:
- แรงเฉือนทะลุประลัย (Vu) ต้องน้อยกว่ากำลังรับแรงเฉือนของคอนกรีต (ɸVc)
- หากแรงเฉือนทะลุเกินเกณฑ์ วิศวกรจำเป็นต้อง เพิ่มความลึก/ความหนาของฐานราก หรือปรับขนาดตอม่อ
2.3 การตรวจสอบแรงเฉือนแบบคาน (One-Way Shear / Beam Shear)
พิจารณาแรงเฉือนที่ระยะวิกฤต d จากผิวตอม่อ เพื่อให้มั่นใจว่าหน้าตัดคอนกรีตสามารถรับแรงเฉือนแบบทางเดียวได้โดยไม่ต้องใส่เหล็กปลอกรับแรงเฉือนเพิ่มเติม
3. การคำนวณปริมาณเหล็กเสริม (Flexural Reinforcement)
การดัดงอของฐานราก F1 เกิดจากแรงดันกลับของเสาเข็มและโมเมนต์เยื้องศูนย์ที่อาจเกิดขึ้น:
- คำนวณโมเมนต์ดัดประลัยสูงสุด (Mu) ที่ผิวหน้าตอม่อ
- หาพื้นที่หน้าตัดเหล็กเสริมที่ต้องการ (As) ทั้งสองทิศทาง
- ตรวจสอบปริมาณเหล็กเสริมขั้นต่ำ (As,min) ตามข้อกำหนดมาตรฐาน
- จัดระยะเรียงของ เหล็กเสริมก้นฐานราก (เหล็กตะกร้อ) และ เหล็กเสริมรัดรอบ (เหล็กปลอกรัดรอบฐานราก) พร้อมเผื่อระยะหุ้มคอนกรีต (Covering) ไม่น้อยกว่า 7.5 ซม. สำหรับงานสัมผัสดิน
4. จากแบบร่างสู่งานจริง: ทำไมวิศวกรยุคใหม่จึงเลือกใช้เหล็กสำเร็จรูป
ปัญหาคลาสสิกของฐานราก F1 หน้างาน คือ:
- ความคลาดเคลื่อนของระยะดัด-งอ: หากช่างดัดขอและระยะรัดรอบไม่ได้ฉาก อาจทำให้ระยะ Covering ไม่ได้ตามมาตรฐาน
- เศษเหล็กสูญเสีย (Steel Scrap): การตัดเหล็กเส้นหน้างานมักก่อให้เกิดเศษเหลือทิ้ง 8–15%
- ล่าช้าจากขั้นตอนหน้างาน: การผูกเหล็กทีละหลุมใช้เวลามาก เสี่ยงต่องวดงานเทคอนกรีตสะดุด
การเลือกใช้ เหล็กฐานรากสำเร็จรูป (Prefabricated Footing Rebar) ที่ตัดและดัดด้วยเครื่องจักรมาตรฐานโรงงานตามสเปกวิศวกรรม ยกวางลงหลุมเทคอนกรีตได้ทันที จึงช่วยลดค่าแรง คุมงวดงานได้ตรงเวลา และลดเศษเหล็กเหลือทิ้งเป็น 0%
🛠️ ทดลองใช้เครื่องมือคำนวณฐานราก F1 ออนไลน์ (ฟรี)
ไม่ต้องเสียเวลากดเครื่องคิดเลขหรือเปิดตาราง Excel อีกต่อไป! ทีมวิศวกร Rhino Rebar ได้พัฒนา โปรแกรมคำนวณและออกแบบฐานรากเสาเข็มเดี่ยว (F1) / เสาเข็มคู่ (F2) ที่ช่วยตรวจสอบความปลอดภัยโครงสร้าง พร้อมแสดงรูปตัด 2D และออกรายการคำนวณ PDF ได้ทันที
👉 คลิกที่นี่เพื่อทดลองใช้เครื่องมือคำนวณฐานรากเสาเข็มเดี่ยว ( F1) ออนไลน์
👉 คลิกที่นี่เพื่อทดลองใช้เครื่องมือคำนวณฐานรากเสาเข็มคู่ ( F2) ออนไลน์
💬 ปรึกษางานสั่งผลิตเหล็กฐานรากสำเร็จรูป Rhino Rebar
ส่งแบบโครงสร้างเพื่อถอดปริมาณและขอใบเสนอราคาด่วน:
- โทร: 063-421-4868 / 081-623-5199
- เว็บไซต์: www.rhinorebar.co.th
บทความนี้เขียนและตรวจสอบโดย
นายธนะชัย เพ็ญสุภา
Structural Engineer, Rhino Rebar and Precast Co.,Ltd.
ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม (กว.) ประเภทนิติบุคคล เลขทะเบียน 3296/68 โดยสภาวิศวกร

